กินชีสอ้วนไหม ลดความอ้วน กินชีสได้ไหม กินยังไงให้ดีต่อสุขภาพ
บางคนคงเคยได้ยินมาว่า กินชีสแล้วอ้วน แต่ก็ยังมูฟออนกับความอร่อยของชีสไม่ได้อยู่ดี ว่าแต่กินชีสอ้วนไหม แล้วถ้าเรายังอยู่ในช่วงคุมน้ำหนักก็อาจอยากรู้ว่า ลดความอ้วน กินชีสได้ไหม กินยังไงให้ดีต่อสุขภาพ บทความนี้มีคำตอบที่คุณตามหา
กินชีสอ้วนไหม?
จริงๆ แล้วการกินชีสอาจทำให้อ้วนและไม่อ้วนได้ในเวลาเดียวกัน สำหรับเหตุผลที่ว่ากินชีสแล้วไม่อ้วนนั้น เป็นเพราะชีสอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี โดยเฉพาะโปรตีนเคซีนและไขมันธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอการย่อยอาหาร ทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนาน ลดอาการหิวโซ และป้องกันการกินจุกจิกระหว่างมื้อ นอกจากนี้ ชีสที่ผ่านการบ่มบางชนิดยังมีกรดไขมัน CLA (Conjugated Linoleic Acid) ที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย หากเรากินในปริมาณที่เหมาะสม ชีสก็จะไม่สะสมเป็นไขมันส่วนเกิน แถมยังช่วยให้ควบคุมปริมาณพลังงานรวมต่อวันได้อีกด้วย
แต่ในทางกลับกัน การกินชีสก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน สาเหตุหลักไม่ได้มาจากชีสโดยตรง แต่เกิดจากการกินสะสมเป็นเวลานาน เนื่องจากชีสเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง โดยชีสเพียง 100 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 300-400 แคลอรี หากกินเพลินเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน พลังงานส่วนเกินก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมทันที ยิ่งไปกว่านั้น สายชีสส่วนใหญ่ชอบนำชีสไปจับคู่กับเมนูแคลอรีสูงอื่น ๆ เช่น พิซซ่า เฟรนช์ฟรายส์ เบอร์เกอร์ หรือเบเกอรี่ ที่อุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาล และไขมันทรานส์ พอร่างกายได้รับพลังงานส่วนเกินทั้งจากชีสและคาร์โบไฮเดรตแปรรูปไปพร้อม ๆ กัน ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นนั่นเองค่ะ
แล้วถ้าจะลดความอ้วน กินชีสได้ไหม?
หากคุณกำลังลดน้ำหนักอยู่ แต่ก็อยากกินชีสบ้าง เราขอบอกข่าวดีกับคุณไว้ตรงนี้เลยว่า กินได้แน่นอนค่ะ นั่นก็เพราะชีสอุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดีที่ช่วยให้อิ่มท้องนานและลดความอยากกินจุกจิกระหว่างมื้อ เพียงแต่ต้องเลือกชีสที่มีแคลอรี ไขมัน และโซเดียมต่ำ เช่น คอทเทจชีส มอสซาเรลล่าชนิดไขมันต่ำ หรือรีคอตต้าชีส และที่สำคัญต้องจำกัดการกินให้อยู่ในปริมาณพอเหมาะเพียง 30-40 กรัม หรือประมาณ 1-2 แผ่นต่อวันก็พอค่ะ ทั้งนี้หลีกเลี่ยงการกินคู่กับอาหารแปรรูปหรือแป้งขัดขาวพลังงานสูง นอกจากจะไม่รบกวนการลดน้ำหนักแล้ว ยังได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแบบจัดเต็มอีกด้วยค่ะ
วิธีกินชีสบอร์ดที่ถูกต้อง มีอะไรบ้าง?
การกินชีสให้อร่อยและดีต่อสุขภาพนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การปรับวิธีกินให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะตัวของชีสแต่ละประเภท โดยเราจะแบ่งวิธีกินตามประเภทของชีส เพื่อให้คุณดึงรสชาติและคุณประโยชน์ของชีสได้อย่างเต็มที่ในทุก ๆ คำ
1. วิธีกินชีสบอร์ด
วิธีกินชีสบอร์ดให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมที่สุด ควรเรียงลำดับจากชีสรสอ่อนไปหาชีสรสเข้มข้น ยกตัวอย่างเช่น เริ่มจากชีสสดเนื้อนุ่มอย่างบรี แล้วค่อยขยับไปเชดดาร์บ่ม ปิดท้ายด้วยชีสรสจัดอย่างบลูชีส เพื่อไม่ให้รสชาติเข้มข้นของชีสตัวหลังไปกลบรสชาติสัมผัสอันอ่อนโยนของชีสตัวแรก ทั้งนี้ เราแนะนำให้ตัดชีสคู่กับองค์ประกอบเสริมในบอร์ด เช่น กินคู่กับผลไม้สดหรือผลไม้แห้งเพื่อตัดเลี่ยน แครกเกอร์กรอบเพื่อเพิ่มสัมผัส หรือถั่วอบและน้ำผึ้งเพื่อชูรสชาติให้มิติมากขึ้น
2. วิธีกินชีสแท่ง
ด้วยความที่ชีสแท่งหรือสตริงชีสทำจากมอสซาเรลล่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ความยืดหยุ่น ดังนั้น วิธีกินที่ถูกต้องคือ การฉีกชีสออกเป็นเส้น ๆ ตามแนวยาว แทนการกัดคำโต ๆ นั่นก็เพราะการฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ จะช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสภายในปาก คุณจะได้รับรสชาติความหอมมันและความเหนียวนุ่มของชีสแบบชัด ๆ หากต้องการเพิ่มความอร่อยอีกหน่อย แนะนำให้เอาเข้าไมโครเวฟไฟอ่อนประมาณ 5-10 วินาที เพื่อให้ชีสยืด ละลาย นุ่มลิ้น และส่งกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น
3. วิธีกินชีสแผ่น
ส่วนชีสแผ่นที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น จะเหมาะกับการนำไปประกบร่วมกับอาหารที่มีความร้อน เพื่อให้เนื้อชีสละลายเยิ้มและรวมเป็นเนื้อเดียวกับวัตถุดิบอื่น เช่น การใส่ในแซนด์วิชร้อน ๆ เบอร์เกอร์ ข้าวไข่ข้น หรือราดบนรามยอน แต่หากต้องการกินแบบไม่ผ่านความร้อน แนะนำให้จับคู่กับแป้งเชิงซ้อน เช่น ขนมปังโฮลวีต แครกเกอร์ หรือผักสด เพื่อให้ไขมันในชีสแผ่นชะลอการย่อยและทำให้อิ่มท้องได้นานขึ้น
4. วิธีกินชีสสด
หากเป็นชีสสดอย่างคอทเทจชีส รีคอตต้า หรือมอสซาเรลล่าสด ซึ่งเป็นชีสที่ไม่ผ่านการบ่ม มักมีปริมาณน้ำสูงและรสชาตินุ่มละมุน ดังนั้นวิธีกินที่ดีที่สุดก็คือการกินแบบสด ๆ ไม่ต้องเอาไปผ่านความร้อนสูงเลย ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาเนื้อสัมผัสและสารอาหารเอาไว้ครบถ้วน ส่วนใหญ่นิยมตักกินคู่กับสลัดผักสด ทาบนขนมปังโฮลวีต หรือจับคู่กับผลไม้รสเปรี้ยวหวาน เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และราดน้ำผึ้งเล็กน้อย เพื่อชูความหอมมันของนมสดได้อย่างลงตัว อีกทั้งเป็นเมนูสุขภาพที่ย่อยง่ายสบายท้องอีกด้วยค่ะ
5. วิธีกินชีสดิป
ส่วนชีสดิปหรือชีสที่เอาไว้จิ้ม มักมีเนื้อสัมผัสเหลว นุ่มเนียน และมีรสชาติเข้มข้น สำหรับวิธีกินที่ถูกต้องและดีต่อสุขภาพ แนะนำใช้จิ้มคู่กับผักสดกรอบหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ก้านเซเลอรี แครอทหั่นแท็ก ขนมปังโฮลวีตอบกรอบ หรือแครกเกอร์ธัญพืช แทนการจิ้มกับของทอดยอดนิยมอย่างเฟรนช์ฟรายส์เพื่อลดไขมันส่วนเกิน หรือหากต้องการนำไปอุ่นร้อน ควรอุ่นด้วยไฟอ่อนถึงปานกลางเพื่อรักษาความเนียนนุ่ม ไม่ให้เนื้อชีสแยกชั้นเป็นน้ำมัน
6. วิธีกินบลูชีส
หากเป็นบลูชีสเป็นชีสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งกลิ่นที่หอมเตะจมูกและรสชาติเข้มข้นเค็มกลมกล่อม วิธีกินที่ฟินที่สุดคือ ให้กินในปริมาณน้อย ๆ ร่วมกับอาหารที่มีรสหวานหรือกรอบสด เช่น กินคู่กับผลไม้รสหวานฉ่ำอย่างลูกแพร์ องุ่น หรือแอปเปิล รวมถึงเหยาะน้ำผึ้งหรือกินแกล้มกับถั่ววอลนัท รสหวานมันจากวัตถุดิบเหล่านี้จะช่วยละมุนความเข้มเค็มของบลูชีสลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือจะนำไปโรยบนสลัดผักใบเขียวเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติในแต่ละคำก็อร่อยเข้ากันได้ดีมากเลยล่ะค่ะ
ข้อควรระวังในการกินชีสที่เราอยากเตือนสายชีสทั้งหลาย
หลายคนมักตกม้าตายกับการกินชีสอยู่บ่อย ๆ ถึงชีสจะมีประโยชน์และอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย แต่หากรับประทานอย่างไม่ระมัดระวังก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน และนี่คือข้อควรระวังที่คุณควรรู้ก่อนตักชีสเข้าปากค่ะ
- เสี่ยงรับโซเดียมเกินปริมาณ: ชีสหลายชนิดมีปริมาณเกลือและโซเดียมสูง หากกินมากไปอาจเกิดอาการตัวบวม แถมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย
- พลังงานเข้มข้นจนน้ำหนักพุ่ง: แม้จะเป็นไขมันดีและโปรตีนสูง แต่ชีสให้แคลอรีสูงมาก หากกินเพลินโดยไม่จำกัดปริมาณ อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการจนสะสมเป็นไขมันไปเรื่อย ๆ
- อันตรายจากแบคทีเรียในชีสไม่พาสเจอร์ไรส์: หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระวังชีสเนื้อนุ่มที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ เช่น Feta, Brie, Camembert บางชนิด เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย Listeria
- สังเกตอาการแพ้นมหรืออาการท้องเสีย: สำหรับผู้ที่มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสผิดปกติควรเลี่ยงชีสสด และเปลี่ยนไปทานชีสเนื้อแข็งบ่มนาน เช่น เชดดาร์ หรือ พาร์เมซาน ซึ่งมีแลคโตสต่ำมากแทนค่ะ
- ระวังจับคู่กับเมนูแคลอรีสูง: การกินชีสร่วมกับแป้งแปรรูป ของทอด หรือเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือเฟรนช์ฟรายส์ จะยิ่งทวีคูณปริมาณไขมันอิ่มตัวและพลังงานจนส่งผลเสียต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจได้ในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว ชีสไม่ใช่อาหารที่น่ากลัวนะคะ เพียงแค่เราต้องเรียนรู้คุณค่าทางโภชนาการ รู้จักเลือกชนิดชีสให้เหมาะกับเป้าหมายของร่างกาย และควบคุมปริมาณการกินให้พอเหมาะ เพียงเท่านี้คุณก็จะลิ้มรสความหอมมันของชีสได้อย่างสบายใจ ได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างคุ้มค่าในทุก ๆ มื้อแล้วล่ะค่ะ
