เปิดเผยคุณสมบัติของขิง พร้อมแชร์ใครไม่ควรกินขิงเด็ดขาด

รู้หรือไม่ ขิงมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร และเสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมเคล็ดลับการกินขิงให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ขิงเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขึ้นชื่อเรื่องคุณประโยชน์มากมายที่ส่งเสริมสุขภาพเป็นสมุนไพรและอาหารไทยขึ้นชื่อของภาคเหนือแต่สำหรับบางคนที่ไม่เคยกินขิงหรืออาจจะไม่รู้จักสมุนไพรตัวนี้ บทความนี้จะเปิดเผยคุณสมบัติของขิงพร้อมแชร์ว่าใครไม่ควรกินขิงเด็ดขาด เพื่อให้ได้รู้จักขิงให้มากขึ้น และนำประโยชน์ของขิงมาใช้ให้เหมาะกับสุขภาพของคุณที่สุด

วิธีกินขิงให้ได้ประโยชน์

แม้ว่าขิงจะมีสรรพคุณที่ยอดเยี่ยม แต่การจะดึงเอาคุณประโยชน์ของขิงออกมาใช้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย นั้นขึ้นอยู่กับวิธีและรูปแบบการกินที่ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน คุณสามารถรังสรรค์ขิงให้เป็นเครื่องดื่ม เมนูจานอร่อย หรือแม้กระทั่งเมนูถนอมอาหารแสนอร่อย หากคุณยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทานขิงอย่างไรให้ได้คุณค่าสูงสุด ลองมาดูไอเดียและวิธีกินขิงแบบง่ายๆ ที่ทำตามได้จริงด้านล่างนี้กันเลย

  • เอาขิงไปทำเป็นชา ดื่มน้ำขิงหลังจากรับประทานช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและป้องกันอาการท้องอืดรวมไปถึงช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารและลดอาการคลื่นไส้
  • ฝานขิงสดบาง ๆ หรือขูดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยลดอาการอักเสบ
  • ใช้ขิงสดหรือขิงผงในการปรุงอาหาร เช่น ต้มยำ ผัด หรือซุปช่วยเพิ่มรสชาติและกระตุ้นระบบย่อยอาหาร
  • นำขิงแก่สดมาหั่นเป็นแว่นบางๆ แล้วดองในน้ำผึ้งแท้ทิ้งไว้ 3-5 วัน การทานขิงดองน้ำผึ้ง วันละ 1-2 ชิ้นตอนเช้า จะช่วยปลุกระบบเผาผลาญ บำรุงหัวใจ แถมยังเป็นเมนูขิงที่กินง่ายเพราะน้ำผึ้งช่วยลดความเผ็ดร้อนของขิงไปในตัว
  • สำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยบ่อยๆ การฝานขิงสดขนาดเท่าเหรียญบาทมาเคี้ยวสดๆ สัก 2-3 นาทีก่อนทานข้าว จะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยและเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตั้งแต่มื้อแรก
  • ทำสมูทตี้หรือน้ำผักผลไม้สกัดเย็นผสมขิง โดยเพิ่มขิงสดประมาณ 1 ข้อนิ้วลงไปปั่นรวมกับผักผลไม้ตระกูลส้ม แอปเปิ้ลเขียว หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง เหมาะสำหรับสายรักสุขภาพที่ต้องการเติมความสดชื่นและดีท็อกซ์สารพิษออกจากร่างกายในตอนเช้า
  • เมื่อมีอาการไอแห้ง คันคอ หรือรู้สึกระคายเคืองคออย่างรุนแรง การนำขิงสดฝานบางๆ มาอมไว้ใต้ลิ้นจะช่วยให้น้ำมันหอมระเหยซึมออกมาเคลือบคอ จึงช่วยบรรเทาอาการไอและฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำคอ

ประโยชน์ของขิงที่คุณไม่ควรมองข้าม

ขิงไม่ได้เป็นเพียงแค่วัตถุดิบชูรสชาติในจานอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นยาสามัญประจำบ้านจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยสรรพคุณในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูร่างกายรอบด้าน ดังต่อไปนี้

  • ขิงช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้จากการแพ้ท้องและเมารถแถมช่วยลดอาการคลื่นไส้หลังการทำเคมีบำบัด
  • ขิงมีฤทธิ์ลดการหดเกร็งของมดลูกช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนและทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
  • ขิงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินในร่างกายและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2
  • ขิงช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายเหมาะสำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพหรือทานอาหารคลีนเพราะขิงช่วยลดความอยากอาหารและช่วยควบคุมน้ำหนัก
  • ขิงช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอรีนในร่างกาย ส่งผลดีต่อการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ขิงช่วยบำรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบในขิง ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการเสื่อมสภาพตามวัย ช่วยเพิ่มความจำ สมาธิ และลดความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์
  • ขิงช่วยขับน้ำนมสำหรับคุณแม่หลังคลอดได้มากขึ้น เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน จึงช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตที่มีผลต่อการผลิตน้ำนม
  • สารสกัดจากขิงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นปาก โรคเหงือกอักเสบ และปัญหาฟันผุ
  • การดื่มน้ำขิงเข้มข้นสามารถช่วยยับยั้งสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบและอาการปวด ส่งผลให้ระดับความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนลดลง
  • กลิ่นหอมระเหยและรสเผ็ดร้อนอ่อนๆ ของขิง มีส่วนช่วยปรับสมดุลระบบประสาท ลดความวิตกกังวล ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท

คุณสมบัติของขิงมีอะไรบ้าง

เบื้องหลังรสชาติที่เผ็ดร้อนและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของขิง กลายเต็มไปด้วยสารประกอบทางชีวภาพและน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติหลากชนิด ที่เป็นเกราะป้องกันและซ่อมแซมร่างกายในระดับเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น…

  • สารจินเจอรอล (Gingerol): ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และอาการอักเสบในร่างกาย ช่วยลดอาการบวมและตึงของข้อต่อในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ
  • สารต้านจุลชีพ (Antimicrobial): และสารต้านไวรัส ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไข้หวัด คัดจมูก และเจ็บคอ 
  • สารต้านอนุมูลอิสระสูง: ช่วยป้องกันการทำลายของเซลล์ กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น
  • มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Helicobacter pylori: ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะช่วยปกป้องเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารลดกรดในกระเพาะอาหาร และลดการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร
  • ซิงเจอโรน (Zingerone) และสารโชกาออล (Shogaol): สารสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อขิงผ่านความร้อนหรือถูกทำให้แห้ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและแก้อักเสบที่เข้มข้นกว่าเดิม ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย บรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สารเซสควิเทอร์พีน (Sesquiterpenes): สารกลุ่มน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นอายเฉพาะตัวของขิง ช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบในทางเดินอาหาร ช่วยขับลม บรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง
  • วิตามินและแร่ธาตุจำเป็น (Vitamins and Minerals): ขิงอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินบี 6 แมกนีเซียม และโพแทสเซียม มีส่วนช่วยในการกระตุ้นระบบประสาท บำรุงหลอดเลือด และช่วยรักษาความสมดุลของเหลวในร่างกาย อีกทั้งเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ

ใครห้ามกินขิงอย่างเด็ดขาด

แม้ว่าขิงจะเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ที่มีข้อดีมากมาย แต่เนื่องจากขิงมีฤทธิ์ทางยาที่ค่อนข้างแรงและส่งผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิตรวมถึงสารเคมีในร่างกาย สำหรับกลุ่มคนที่มีเงื่อนไขทางสุขภาพบางประการ การรับประทานขิงในปริมาณมากเกินไปอาจได้รับโทษของน้ำขิงหรือขิงสดได้เช่นกัน ดังนั้น หากคุณจัดอยู่ในกลุ่มอาการหรือมีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ควรหลีกเลี่ยงหรือห้ามรับประทานขิงอย่างเด็ดขาด

  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี: ขิงอาจกระตุ้นการหลั่งน้ำดี ซึ่งอาจทำให้อาการแย่ลงได้
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย: ขิงมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใช้ยาลดความดันโลหิต: ขิงอาจทำให้ระดับความดันโลหิตต่ำเกินไป
  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ขิงอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไป หากรับประทานร่วมกับยาลดน้ำตาลในเลือด
  • หญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสสุดท้ายใกล้คลอด: แม้ขิงจะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดีในระยะแรก แต่ขิงก็มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด การรับประทานขิงมากเกินไปในช่วงใกล้คลอด อาจเสี่ยงต่อภาวะตกเลือดและเลือดไหลไม่หยุดระหว่างการคลอดบุตรได้
  • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือถอนฟัน: ควรงดทานขิงทุกรูปแบบอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะขิงมีฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดที่อาจทำให้แผลผ่าตัดมีเลือดออกมากกว่าปกติ แถมยังควบคุมได้ยากในระหว่างกระบวนการผ่าตัด
  • ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนรุนแรง หรือแผลในกระเพาะอาหารขนาดใหญ่: แม้ว่าขิงจะช่วยลดกรดในกลุ่มคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่ระบบทางเดินอาหารอักเสบขั้นรุนแรงอยู่แล้ว รสชาติที่เผ็ดร้อนและสารสกัดเข้มข้นจากขิงอาจระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวกระเพาะและหลอดอาหารซ้ำเติม จนเกิดอาการแสบร้อนกลางอกมากกว่าเดิม

ดังนั้น วิธีกินขิงให้ได้ประโยชน์ควรทราบว่าในขิงมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาในเรื่องใดบ้างมีประโยชน์ช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพหรือเหมาะสมกับคนกลุ่มใดและใครที่ห้ามกินขิงเด็ดขาดเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากขิงอย่างเต็มที่และรับประทานอย่างถูกวิธี

Similar Posts