โทษของน้ำขิงมีอะไรบ้าง กินทุกวันได้ไหม ใครบ้างที่ไม่ควรดื่ม

โทษของน้ำขิง

น้ำขิงขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอายุวัฒนะที่ช่วยสารพัดโรค แต่คุณรู้ไหมว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ? หลายคนดื่มน้ำขิงเข้มข้นแทนน้ำเปล่าทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่าความเผ็ดร้อนนั้นกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยเงียบๆ ให้กับร่างกาย บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกโทษของน้ำขิงในมุมที่ไม่มีใครบอกคุณ พร้อมเช็กด่วนว่าร่างกายของคุณกำลังดื่มเกินลิมิตจนกลายเป็นการให้โทษมากกว่าให้คุณอยู่หรือเปล่า

โทษของน้ำขิงมีอะไรบ้าง?

แม้ว่าน้ำขิงจะเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรชั้นยอดที่ช่วยบำรุงร่างกาย แต่หากดื่มมากเกินไป หรือดื่มไม่ถูกวิธี ฤทธิ์ที่เผ็ดร้อนและสารสำคัญในขิงก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน สำหรับโทษของน้ำขิงที่ต้องระวังมีดังนี้

1. ระคายเคืองกระเพาะอาหารและกระตุ้นกรดไหลย้อน

เนื่องจากขิงมีฤทธิ์เผ็ดร้อนและมีสารที่ช่วยเร่งการบีบตัวของระบบทางเดินอาหารอย่าง Gingerols และ Shogaols หากดื่มน้ำขิงที่เข้มข้นเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ท้องว่าง ฤทธิ์ของขิงจะเข้าไประคายเคืองเนื้อเยื่อบุผิวในกระเพาะอาหารโดยตรง ส่งผลให้เกิดอาการเสาะท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และกระตุ้นให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือทำให้โรคกรดไหลย้อนกำเริบขึ้นมาได้

2. ทำให้เกิดภาวะร้อนในและแผลในช่องปาก

ขิงจัดเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนสูงมากตามตำรับยาแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน การดื่มน้ำขิงติดต่อกันทุกวันในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ร่างกายสะสมความร้อนส่วนเกินไว้ภายใน จนธาตุในร่างกายเสียสมดุล ส่งผลให้คอแห้ง กระหายน้ำตลอดเวลา และเกิดแผลพุพองหรือแผลร้อนในตามลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือริมฝีปากง่ายกว่าปกติ

3. เสี่ยงต่อภาวะเลือดแข็งตัวช้าและตกเลือด

ในขิงมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ถ้าหากได้รับมากเกินไปจะทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ ซึ่งเป็นโทษร้ายแรงสำหรับผู้ที่มีบาดแผล ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด หรือผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดอยู่ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุดหรือตกเลือดภายในที่เป็นอันตรายได้

4. ระดับน้ำตาลในเลือดดิ่งต่ำเกินไป

ขิงมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในประโยชน์ของขิงที่ใครหลายคนพูดถึง แต่หากดื่มในปริมาณมากควบคู่ไปกับการทานยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ฤทธิ์ของขิงจะเข้าไปเสริมยารักษาโรคจนทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการใจสั่น หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรืออาจถึงขั้นช็อกหมดสติเลยทีเดียว

สัญญาณเตือนว่าน้ําขิงกำลังให้โทษกับคุณอยู่

หากคุณดื่มน้ำขิงเป็นประจำ แล้วเริ่มมีสัญญาณแปลกๆ เหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ นี่คือคำเตือนล่วงหน้าว่าน้ำขิงถ้วยโปรดกำลังให้โทษและคุณต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยด่วน

  • มีแผลร้อนในในช่องปาก: ขิงเป็นสมุนไพรรสร้อน หากดื่มมากเกินไป ร่างกายจะสะสมความร้อนภายในจนอุณหภูมิเสียสมดุล ส่งผลให้เกิดแผลพุพองหรือร้อนในตามริมฝีปาก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม รวมถึงรู้สึกคอแห้งและกระหายน้ำผิดปกติด้วย
  • แสบร้อนกลางอก ท้องอืด: หลังดื่มน้ำขิงแล้วรู้สึกร้อนวูบวาบขยายขึ้นมาถึงลิ้นปี่หรือลำคอ พร้อมกับอาการจุกเสียด แน่นท้อง หรือเรอเปรี้ยว แสดงว่าความเข้มข้นของน้ำขิงเข้าไปกระตุ้นกรดในกระเพาะและระคายเคืองระบบทางเดินอาหารเข้าให้แล้ว
  • ท้องเสียหรือถ่ายเหลว: หลายคนคิดว่าขิงช่วยขับลมแก้ท้องอืดได้ดี แต่ถ้าดื่มหนักเกินไป สารสำคัญในขิงจะเร่งกระบวนการย่อยอาหารและกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวถี่เกินไป จนกลายเป็นอาการท้องเสีย ถ่ายบ่อย หรือรู้สึกมวนท้องแทน
  • ผิวแห้ง คัน มีผื่นแดง: เป็นสัญญาณเตือนจากการที่ร่างกายมีความร้อนส่วนเกินมากเกินไป ในทางแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน ฤทธิ์ที่ร้อนจัดของขิงจะขับพิษร้อนออกมาทางผิว และนั่นทำให้เกิดอาการผิวแห้งกรอบ รู้สึกคันยิบๆ หรือมีผื่นแดงแดงขึ้นตามตัว
  • วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด: สัญญาณนี้เกิดจากการที่น้ำขิงเข้าไปขับเหงื่อและเร่งระบบไหลเวียนโลหิตมากเกินไป หรือเข้าไปทำให้ระดับความดันและน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนเกิดอาการหวิวและใจสั่นตามมา

โรคที่ไม่ควรดื่มน้ำขิง มีอะไรบ้าง?

ในทางการแพทย์และโภชนาการระบุไว้ชัดเจนว่า ฤทธิ์ที่ร้อนแรงและสารที่อยู่ในขิงอาจเข้าไปกระตุ้นให้อาการของบางโรคกำเริบ หรือเข้าไปขัดขวางการทำงานของยาที่ใช้รักษาอยู่ได้ด้วยเช่นกัน โดยโรคหลักๆ ที่ต้องระวังมีดังนี้

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (อยู่ในช่วงทานยาปฏิชีวนะ): แม้ขิงจะมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งดูเหมือนจะดี แต่หากผู้ป่วยดื่มน้ำขิงควบคู่ไปกับการทานยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินโดยไม่มีการควบคุมปริมาณน้ำตาลให้ดี ฤทธิ์ของขิงจะเข้าไปเสริมกับฤทธิ์ของยา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดิ่งต่ำเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ หรืออาจถึงขั้นช็อกหมดสติ
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดแข็งตัวช้า หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด: แม้ว่าสารสำคัญในขิงมีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเลือดหรือผู้ที่ต้องทานยาละลายลิ่มเลือดอย่างยา Warfarin และ Aspirin รวมถึงผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดนั้น การดื่มน้ำขิงจะยิ่งทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง เสี่ยงต่อภาวะเลือดไหลไม่หยุดและตกเลือดภายในที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี: ขิงมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งน้ำดีเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเต็มประสิทธิภาพ แต่หากผู้ป่วยมีก้อนนิ่วอยู่ในถุงน้ำดีอยู่แล้ว การที่ร่างกายขับน้ำดีออกมามากกว่าปกติอาจไปกระตุ้นให้อุดตันในท่อน้ำดี ส่งผลให้ปวดท้องอย่างรุนแรง เฉียบพลัน และเกิดการอักเสบตามมาได้
  • ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน และกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง: แม้ว่าน้ำขิงอ่อนๆ จะช่วยขับลมได้ดี แต่การดื่มน้ำขิงที่เข้มข้นเกินไปสำหรับผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือเป็นกรดไหลย้อนขั้นรุนแรงแล้ว โดยเฉพาะตอนท้องว่าง ฤทธิ์เผ็ดร้อนจะเข้าไประคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารโดยตรง ส่งผลให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกและทำให้แผลในกระเพาะอักเสบหนักกว่าเดิม

ไม่อยากได้โทษจากน้ำขิง ต้องเริ่มพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้

นี่คือวิธีปรับพฤติกรรมการดื่มน้ำขิงอย่างถูกต้อง เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์สูงสุดอย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากการได้รับฤทธิ์เผ็ดร้อนเกินขนาดที่เราอยากให้คุณลองทำตาม

1. จำกัดปริมาณให้ไม่เกินวันละ 1-2 แก้ว

การดื่มน้ำขิงเพื่อสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องดื่มในปริมาณมาก ยึดหลักทางสายกลาง ดื่มวันละ 1-2 แก้วก็เพียงพอแล้ว และหากคิดเป็นปริมาณขิงสดที่ใช้ต้ม ไม่ควรเกิน 4 กรัมต่อวัน การควบคุมปริมาณให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นระบบเผาผลาญได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สร้างภาระหรือสะสมความร้อนในร่างกายมากจนเกินไป

2. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำขิงตอนท้องว่าง

ฤทธิ์เผ็ดร้อนของขิงอาจระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นคุณควรปรับเวลามาดื่มน้ำขิงหลังมื้ออาหาร หรือดื่มพร้อมกับทานขนมรองท้องชิ้นเล็กๆ แทนการดื่มทันทีที่ท้องยังว่าง วิธีนี้นอกจากจะช่วยเซฟกระเพาะอาหารของคุณไม่ให้แสบร้อนแล้ว สรรพคุณของขิงยังเข้าไปช่วยขับลม ย่อยอาหาร และลดอาการจุกเสียดแน่นท้องหลังมื้ออาหารได้อีกด้วย

3. ปรับระดับความเข้มข้นให้พอดี ไม่ต้มจนแก่จัด

หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งดื่มน้ำขิงรสเข้มข้นจัดๆ ยิ่งได้ประโยชน์ดี แต่ความจริงแล้วน้ำขิงที่เผ็ดเกินไปจะยิ่งเร่งให้เกิดกรดไหลย้อนและร้อนในได้ง่ายขึ้น เราขอแนะนำให้ฝานขิงเป็นแผ่นบางๆ แล้วต้มในน้ำเดือดพอประมาณ หรือหากใช้ขิงผงสำเร็จรูปก็ควรเจือจางน้ำให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รสชาติที่เผ็ดอมหวานละมุน ดื่มง่าย สบายท้อง และไม่ทำร้ายระบบทางเดินอาหาร

4. สังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายและหยุดพักเมื่อจำเป็น

หากวันไหนดื่มน้ำขิงแล้วรู้สึกคอแห้งผิดปกติ มีแผลร้อนในขึ้นในปาก หรือเริ่มรู้สึกแสบๆ ที่กลางอก แสดงว่าร่างกายกำลังได้รับพิษร้อนสะสม ให้รีบหยุดดื่มน้ำขิงทันทีอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายกลับคืนสู่สมดุล จากนั้นจึงค่อยกลับมาดื่มใหม่โดยลดความถี่ลงเหลือเพียงวันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็พอ

สรุปแล้ว กินน้ำขิงทุกวันได้ไหม?

คุณสามารถดื่มน้ำขิงได้ทุกวัน แต่ต้องดื่มในปริมาณที่พอดี ไม่เกินวันละ 1-2 แก้ว และใช้ขิงสดไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน รวมถึงน้ำขิงที่กินจะต้องไม่เข้มข้นเกินไปและไม่ใส่น้ำตาลมากเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์ในการขับลมและกระตุ้นการย่อยอาหารได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่าสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงการดื่มทุกวันและปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด

Similar Posts