| |

วิธีทำขิงดองน้ำผึ้งด้วยตัวเอง พร้อมสูตรลับเพิ่มความอร่อย ได้สรรพคุณเต็มโหล

ขิงดองน้ำผึ้ง

ขิงดองน้ำผึ้งไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องของความหวานฉ่ำเท่านั้น แต่ยังผสมผสานศาสตร์การกินให้เป็นยาได้อย่างลงตัวอีกด้วย หลายคนมักเจอปัญหาดองแล้วเนื้อเหนียวเคี้ยวเจอแต่เสี้ยน หรือตั้งทิ้งไว้ไม่กี่วันก็ขึ้นราจนต้องเอาไปทิ้ง บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการดองที่ถูกต้อง โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกขิง การหั่นตัดเส้นใย รวมถึงเผยเคล็ดไม่ลับที่จะช่วยให้ขิงดองของคุณอร่อยยิ่งขึ้น

ขิงดองน้ําผึ้งมีสรรพคุณอะไรบ้าง?

ในมุมมองของแพทย์แผนไทยและโภชนาการ การรับประทานขิงดองน้ำผึ้ง โดยเฉพาะการเคี้ยวทานเนื้อขิงและน้ำผึ้งที่ซึมเข้าเนื้อ มีสรรพคุณเด่นๆ ต่อร่างกายที่เราจะมาแชร์ดังต่อไปนี้

  • ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ: ความเผ็ดร้อนจากสารสำคัญอย่างสาร Gingerol และน้ำมันหอมระเหยในเนื้อขิงมีฤทธิ์ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ลดอาการแน่นท้อง และบรรเทาอาการจุกเสียดได้อย่างรวดเร็ว
  • กระตุ้นระบบย่อยอาหาร: การเคี้ยวขิงดองหลังมื้ออาหารจะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยและน้ำดี ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ย่อยอาหารมื้อหนักได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีนและไขมัน
  • ช่วยให้เจริญอาหาร: รสชาติเปรี้ยว อมหวาน และเผ็ดละมุนของขิงดองน้ำผึ้ง เป็นตัวช่วยเรียกน้ำย่อยชั้นดี เหมาะสำหรับทานเป็นเครื่องเคียงก่อนหรือพร้อมมื้ออาหาร
  • กระตุ้นระบบเผาผลาญ: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยในขิงมีฤทธิ์อุ่น มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิตและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
  • บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ: น้ำผึ้งธรรมชาติที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อขิงมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยเคลือบคอ เมื่อทานร่วมกับขิงที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ จึงช่วยบรรเทาอาการระคายคอได้ดี
  • ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน: ขิงมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นเรื่องบรรเทาอาการวิงเวียนจากอาการเมารถ เมาเรือ หรืออาการแพ้ท้องในคุณแม่ตั้งครรภ์ ทั้งนี้ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ

วิธีทำขิงดองน้ำผึ้งที่ใครก็ทำได้ด้วยตัวเอง

1. เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม

  • ขิงสดอ่อนหรือแก่ตามความชอบ: ปริมาณ 300-500 กรัม
  • น้ำผึ้งแท้ธรรมชาติ: ให้เพียงพอต่อการเทให้ท่วมขิง
  • เกลือป่น: 1-2 ช้อนโต๊ะ สำหรับใช้ขยำและล้าง เพื่อลดความเผ็ดขื่นของขิง
  • โหลแก้วดอง: ต้องเป็นโหลแก้วที่มีฝาปิดสนิท และผ่านการต้มหรือลวกน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อมาแล้ว

2. ทำความสะอาดขิงให้ถูกวิธี

  • ล้างและปอกเปลือก: นำขิงสดไปล้างคราบดินออกให้สะอาด แล้วใช้ช้อนขูดเปลือกออกให้หมด
  • หั่นแว่นบางๆ: นำขิงมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ ตามแนวขวาง ยิ่งหั่นบาง น้ำผึ้งจะยิ่งเข้าเนื้อได้เร็วและเคี้ยวง่ายขึ้น
  • ขยำเกลือลดความขื่น: โรยเกลือป่นลงบนขิงที่หั่นแล้ว จากนั้นขยำเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เกลือดึงน้ำและความเผ็ดออกไป
  • ล้างและผึ่งให้แห้งสนิท: ล้างขิงด้วยน้ำสะอาด 1-2 รอบเพื่อเอาความเค็มออก จากนั้นบีบน้ำออกให้แห้ง แล้วนำไปผึ่งบนตะแกรงจนแห้งสนิท ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าขิงยังเปียกน้ำ จะทำให้ขิงดองบูดไวขึ้น

3. นำทุกอย่างมาดองรวมกัน

  • จัดเรียงลงโหลแก้ว: นำขิงที่ผึ่งแห้งสนิทใส่ลงไปในโหลแก้วที่เตรียมไว้ แนะนำให้กดให้แน่นพอประมาณ แต่ไม่ถึงกับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้น้ำผึ้งไหลลงไปไม่ทั่วถึงและซึมเข้าสู่เนื้อขิงได้ไม่เต็มที่
  • เทน้ำผึ้งให้ท่วม: ค่อยๆ เทน้ำผึ้งแท้ลงไปในโหล จนน้ำผึ้งเคลือบและท่วมมิดเนื้อขิงทั้งหมด เนื่องจากน้ำผึ้งมีความหนืดสูง หากรีบเทรวดเดียวจะทำให้เกิดฟองอากาศกักอยู่ด้านล่าง และอาจทำให้น้ำผึ้งไหลลงไปเคลือบเนื้อขิงได้ไม่ทั่วถึง 
  • ไล่ฟองอากาศและปิดฝา: ใช้ช้อนสะอาดกดเนื้อขิงเบาๆ เพื่อไล่ฟองอากาศที่อยู่ก้นโหลขึ้นมา จากนั้นปิดฝาโหลให้สนิท เพราะถ้าในโหลมีฟองอากาศตกค้างอาจทำให้เนื้อขิงสัมผัสกับออกซิเจนและทำให้ขิงดองบูดไว

4. กะระยะเวลาการหมักและเก็บรักษาให้ถูกวิธี

  • ระยะเวลาพร้อมทาน: หากใช้ขิงอ่อน ให้วางโหลดองไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 3-5 วัน หากใช้ขิงแก่ให้วางไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้น้ำผึ้งค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อขิงจนได้ที่
  • การเก็บรักษาหลังจากเปิดทาน: เมื่อหมักจนได้ที่แล้ว แนะนำให้ย้ายโหลแก้วเข้าไปเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาเพื่อรักษาความกรอบของเนื้อขิงและยืดอายุการเก็บรักษาให้นานเป็นเดือน

ขิงแก่กับขิงอ่อน ต่างกันอย่างไร ใช้ขิงประเภทไหนดองดีกว่า?

หากให้คุณเห็นภาพง่ายขึ้น เราจะขอพูดถึงข้อดีและข้อเสียของขิงทั้งสองประเภท ซึ่งจะช่วยให้คุณเลือกดองขิงที่เหมาะกับตัวเอง

ประเภทขิงสัมผัสตอนเคี้ยวระดับความเผ็ดสรรพคุณเด่น (กินเนื้อขิง)เหมาะกับใคร?
ขิงอ่อนดองน้ำผึ้งเนียนนุ่ม กรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน ไม่มีเสี้ยนบาดลิ้นเผ็ดละมุน อมหวานธรรมชาติ กินง่ายช่วยให้เจริญอาหาร ทานบำรุงสุขภาพได้เรื่อยๆคนที่ชอบกินเนื้อขิงดองเป็นเครื่องเคียง ตัดเลี่ยนมื้ออาหาร หรือชอบกินเล่น
ขิงแก่ดองน้ำผึ้งเนื้อค่อนข้างเหนียว มีเส้นใย (เสี้ยน) ที่หนาและแข็งเผ็ดร้อน จัดจ้าน ถึงใจสรรพคุณทางยาเข้มข้น ขับลม แก้ท้องอืด กระตุ้นการย่อยอาหารได้ดีเยี่ยมสายสุขภาพที่ต้องการประโยชน์ของขิง เพราะต้องยอมทนเนื้อเสี้ยนกับความเผ็ดร้อน

สรุปแล้ว ขิงอ่อนดองน้ำผึ้งจะเหมาะสำหรับคนที่ชอบกินเนื้อขิงดองเป็นเครื่องเคียงหรือกินเล่น เพราะเนื้อจะเนียนนุ่ม กรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน และรสชาติหวานอมเผ็ดละมุนกำลังดี ส่วนขิงแก่ดองน้ำผึ้งจะเหมาะกับ คนที่เน้นการดูแลสุขภาพที่ยอมกินเนื้อเหนียวๆ และมีเสี้ยนเยอะ

แนะนำเคล็ด (ไม่) ลับ สูตรทำขิงดองน้ำผึ้งให้อร่อยยิ่งขึ้น

เพื่ออัปเกรดขิงดองน้ำผึ้งให้อร่อยเด็ดและน่าทานยิ่งขึ้น ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ได้เลย

  • ใช้น้ำผึ้งป่าเดือน 5: น้ำผึ้งป่าธรรมชาติแท้จะมีทั้งความเข้มข้น มีกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ และมีความชื้นต่ำ นอกจากจะช่วยให้ขิงดองมีกลิ่นหอมละมุนแล้ว ยังลดโอกาสที่ขิงดองบูดได้ดีกว่าน้ำผึ้งเลี้ยงทั่วไป
  • ฝานขิงแนวขวางตัดเส้นใย: สำหรับใครที่ใช้ขิงแก่ แนะนำให้ฝานขิงเป็นแผ่นบางๆ ในแนวขวางตัดกับเส้นใย วิธีนี้จะช่วยตัดเสี้ยนที่เหนียวๆ ทำให้เคี้ยวทานง่ายขึ้น แถมยังช่วยให้น้ำผึ้งซึมเข้าเนื้อได้ไวขึ้น
  • อบหรือตากโหลแก้วให้แห้งสนิทเพื่อลบความชื้น: นอกจากการลวกน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแล้ว แนะนำให้นำโหลแก้วไปอบในเตาอบหรือตากแดดจนแห้งสนิทก่อน เพราะความชื้นเพียงหยดเดียวอาจทำให้น้ำผึ้งบูดและเกิดเชื้อรา
  • เติมน้ำมะนาวแท้ตัดเลี่ยน: ลองเปลี่ยนจากการดองด้วยน้ำผึ้งเพียงอย่างเดียว มาเป็นขิงดองน้ำผึ้งมะนาว เพียงบีบน้ำมะนาวแท้ลงไปเล็กน้อยก่อนปิดฝาดอง กรดจากมะนาวจะทำปฏิกิริยากับสารในขิง นอกจากจะช่วยเปลี่ยนให้เนื้อขิงกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ ดูน่าทานยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มรสชาติเปรี้ยวอมหวาน กลมกล่อม ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไปอีกด้วย
  • ใช้ช้อนกลางแห้งสนิททุกครั้งที่ตักทาน: เมื่อดองขิงได้ที่แล้ว ให้ใช้ช้อนสะอาดที่แห้งสนิทตักมารับประทานเสมอ ห้ามเปื้อนน้ำหรือน้ำลายเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียลงไปปนเปื้อนในขิงดอง ซึ่งจะช่วยให้ขิงดองน้ำผึ้งอยู่ได้นานเป็นปีหากใส่ในตู้เย็น

รวมข้อควรรู้เกี่ยวกับวิธีดองขิงน้ำผึ้งที่คุณไม่ควรมองข้าม

สำหรับวิธีดองขิงน้ำผึ้งให้ออกมาอร่อย เนื้อสัมผัสดี และเก็บไว้ได้นานโดยที่ไม่บูด มีข้อควรรู้สำคัญที่คุณควรรู้ก่อนลงมือดอง ดังนี้

  • น้ำคือศัตรูตัวฉกาจ: เพราะความชื้นจะทำให้ขิงดองบูดไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำจัดความชื้นออกไปให้หมด ดังนั้นอุปกรณ์ทุกชิ้น ตั้งแต่โหลแก้ว เขียง มีด ช้อน รวมถึงตัวเนื้อขิงหลังจากล้างและบีบน้ำเกลือออกแล้ว จะต้องผึ่งหรือเช็ดให้แห้งสนิทจริงๆ หากมีน้ำเปล่าหลุดรอดเข้าไปแม้เพียงหยดเดียว จะทำให้น้ำผึ้งเจือจางลงและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราจนขิงดองบูดทันที
  • น้ำผึ้งจะเหลวลงหลังดอง: ในช่วง 1-2 วันแรกหลังจากเทน้ำผึ้งลงไป จะพบว่าน้ำผึ้งที่เคยหนืดข้นกลับกลายเป็นน้ำเหลวๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ไม่ต้องตกใจไป นั่นเป็นเพราะน้ำผึ้งที่มีความเข้มข้นสูงจะใช้วิธี Osmosis เพื่อดึงน้ำและสารอาหารออกจากเซลล์ของเนื้อขิง ส่งผลให้รสชาติของน้ำผึ้งซึมเข้าเนื้อขิงอย่างรวดเร็วและทำให้น้ำผึ้งในโหลดูเหลวขึ้นนั่นเอง
  • การขยำเกลือคือหัวใจของรสชาติ: หากนำขิงสดไปดองน้ำผึ้งโดยตรง รสชาติจะเผ็ดขื่นจนทานยาก แถมยังทำให้น้ำผึ้งซึมเข้าเนื้อช้ามากด้วย แนะนำให้นำขิงไปขยำกับเกลือป่นทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกเพื่อรีดน้ำขื่นและความเผ็ดไปออก ทำให้เนื้อขิงนิ่มลงเล็กน้อย พร้อมดูดซับน้ำผึ้ง ช่วยให้เนื้อขิงดองกรอบและกลมกล่อมมากขึ้น
  • ห้ามใช้โหลพลาสติกหรือโหลโลหะเด็ดขาด: ควรเลือกใช้โหลแก้วที่ผ่านการลวกน้ำร้อนฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น เนื่องจากขิงมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ และตัวน้ำผึ้งเองก็มีความเข้มข้นสูง หากใช้โหลพลาสติกที่มีสารเคมีละลายปนเปื้อนหรือใช้โหลโลหะก็อาจเกิดการกัดกร่อนจนเป็นสนิมและทำลายรสชาติไป
  • การไล่ฟองอากาศห้ามมองข้าม: คุณสมบัติของน้ำผึ้งจะมีความหนืดสูง ตอนเทลงไปมักจะมีฟองอากาศอยู่ตามช่องว่างระหว่างชิ้นขิงที่ก้นโหล ต้องใช้ช้อนหรือไม้พายสะอาดๆ กดแซะเบาๆ ให้ฟองอากาศลอยขึ้นมาให้หมด เพราะอากาศที่ค้างอยู่ข้างในจะทำให้เนื้อขิงเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและบูดง่ายขึ้น
  • เก็บในตู้เย็นช่วยล็อกความกรอบ: หลังจากดองทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจนได้ที่แล้ว ให้รีบย้ายโหลขิงดองไปเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา เพื่อให้ความเย็นช่วยหยุดกระบวนการหมักไม่ให้เปรี้ยวเกินไป และช่วยล็อกเนื้อสัมผัสของขิงให้คงความนุ่มกรอบ เคี้ยวอร่อยได้นานเป็นปี

แม้ขิงดองน้ำผึ้งจะมีประโยชน์สูง แต่มีข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลจากน้ำผึ้ง ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนหรือแผลในกระเพาะอาหารที่อาจระคายเคืองจากความเผ็ดร้อนของขิง รวมถึงผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือดเนื่องจากขิงมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด หากรับประทานมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน และเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยาและสารอาหารอย่างปลอดภัยที่สุด แนะนำให้รับประทานแต่พอดีในปริมาณที่เหมาะสมเพียงวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวันจะดีที่สุด

Similar Posts