ดื่มชาอันตรายไหม เช็ก 9 กลุ่มที่ไม่ควรดื่มชา และวิธีดื่มให้ปลอดภัย
ชาเป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกดื่มมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำเปล่า และในไทยเองก็ผูกพันกับวัฒนธรรมการดื่มมาช้านาน ทั้งชาเขียว ชาดำ ชานม ชาไทยสีส้ม หรือชามิลค์ที หลายคนเชื่อว่าชาดีต่อสุขภาพเพราะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ความจริงที่นักโภชนาการและแพทย์จากหลายประเทศยืนยันตรงกันคือ ชามีสารออกฤทธิ์ทางยาอยู่หลายชนิด และสำหรับคนบางกลุ่ม สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาจกำลังทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นคำถามที่ว่า ชา อันตรายไหม ก็บอกได้ว่ามี มีโอกาสสำหรับคนกลุ่มเสี่ยง 9 กลุ่มนี้
สองสารในชาที่ต้องรู้จักก่อนดื่ม
ประเภทของชานั้นมีหลากหลายมาก ใบชาทุกชนิดที่มาจากต้น Camellia Sinensis ไม่ว่าจะผ่านกรรมวิธีใดก็ตาม ล้วนมีสารสองกลุ่มหลักที่ส่งผลต่อร่างกายโดยตรงคือ คาเฟอีน และแทนนิน
เมื่อเปรียบเทียบปริมาณคาเฟอีนใน ชา 1 แก้ว (237 มิลลิลิตร) ชาดำมีคาเฟอีนสูงสุดที่ 47 มิลลิกรัม รองลงมาคือชาอู่หลง 63 มิลลิกรัม และชาเขียวประมาณ 28 มิลลิกรัม ตัวเลขเหล่านี้ดูไม่น่ากังวล แต่สำหรับคนที่ดื่มวันละหลายแก้ว ปริมาณสะสมอาจไต่ขึ้นสู่ระดับที่ส่งผลเสียได้โดยไม่รู้ตัว
ส่วนแทนนิน คือสารโพลีฟีนอลที่ทำให้ชามีรสฝาดและขม งานวิจัยพบว่าการดื่มชาพร้อมมื้ออาหารสามารถลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้สูงถึง 62 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ส่งผลสำคัญมากสำหรับคนที่มีธาตุเหล็กต่ำอยู่แล้ว
9 กลุ่มที่ไม่ควรดื่มชาหรือต้องระวังเป็นพิเศษ
1. ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางหรือธาตุเหล็กต่ำ
กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากแทนนินโดยตรงที่สุด แทนนินในชาจะจับตัวกับธาตุเหล็กในอาหารทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ได้ และภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในปัญหาขาดสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดในโลก ผู้เชี่ยวชาญจาก Healthline แนะนำให้ดื่มชาระหว่างมื้ออาหารเท่านั้น ไม่ใช่พร้อมหรือทันทีหลังอาหาร
2. ผู้ป่วยโรคไตและผู้เสี่ยงนิ่ว
ชาดำมีปริมาณออกซาเลตสูง ซึ่งอาจสะสมและก่อตัวเป็นนิ่วในไตได้ นอกจากนี้ฤทธิ์ขับปัสสาวะของคาเฟอีนยังทำให้ไตทำงานหนักขึ้น สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่ต้องควบคุมปริมาณของเหลว การดื่มชามากอาจรบกวนสมดุลนี้ได้
3. ผู้ป่วยโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน
คาเฟอีนในชาอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก หรือทำให้อาการกรดไหลย้อนที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มชาเข้มข้นหรือดื่มขณะท้องว่าง เพราะแทนนินยังกระตุ้นระบบย่อยอาหารและอาจทำให้คลื่นไส้หรือปวดท้องได้ด้วย
4. ผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้มีความดันโลหิตสูง
คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วและแรงขึ้นชั่วขณะ อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกใจสั่นหรือความดันพุ่งสูงอย่างเฉียบพลัน ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรระมัดระวังการดื่มชาที่มีคาเฟอีนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะชาชงเข้มที่แช่นานซึ่งจะมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าปกติมาก
5. ผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับและความวิตกกังวล
คาเฟอีนในชายับยั้งการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณให้สมองสั่งการหลับ ส่งผลให้คุณภาพการนอนลดลง และการอดนอนสะสมเรื้อรังยังนำไปสู่ความอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย และอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
6. สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร
การรับคาเฟอีนปริมาณสูงระหว่างตั้งครรภ์มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงแท้งบุตร น้ำหนักทารกแรกเกิดต่ำ และการคลอดก่อนกำหนด โดยองค์กรสุขภาพส่วนใหญ่แนะนำให้จำกัดคาเฟอีนไม่เกิน 200 ถึง 300 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับมารดาที่ให้นมบุตร คาเฟอีนยังส่งผ่านทางน้ำนมไปยังทารกและอาจทำให้ทารกตื่นตัวผิดปกติได้
7. เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี
ระบบประสาทและหัวใจของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ คาเฟอีนจะรบกวนการทำงานของทั้งสองระบบโดยตรง ทำให้เด็กตื่นตัวเกินเหตุ นอนไม่หลับ และหากได้รับสะสมเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองในระยะยาว
8. ผู้ที่รับประทานยาประจำตัว
กลุ่มนี้มักถูกมองข้ามมากที่สุด แทนนินในชาสามารถจับตัวกับยาหลายชนิดและลดการดูดซึมยาได้ โดยเฉพาะยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressants และคาเฟอีนยังอาจมีปฏิกิริยากับยาควบคุมความดันโลหิต ยาละลายลิ่มเลือด และยาต้านเชื้อรา ทำให้ระดับยาในเลือดเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
9. ผู้ที่ดื่มชาร้อนจัดเป็นประจำ
กลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องโรคประจำตัว แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำให้ทุกคนมีความเสี่ยง งานวิจัยที่ติดตามอาสาสมัคร 50,045 คน เป็นระยะ 10 ปี พบว่าผู้ที่ดื่มชาร้อนจัดอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ในปริมาณมากกว่า 700 มิลลิลิตรต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารสูงขึ้นถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติไทยยืนยันว่าอุณหภูมิที่ปลอดภัยคือต่ำกว่า 65 องศาเซลเซียส และสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ระบุว่าความเสี่ยงมาจากอุณหภูมิ ไม่ใช่ตัวสารในชา ดังนั้นรอให้ชาอุ่นสบายมือก่อนค่อยดื่มทุกครั้ง
ดื่มชาวันละเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย
การศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 500,000 คน ใน UK Biobank พบว่าการดื่มชาตั้งแต่ 2 แก้วต่อวันขึ้นไปมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง โดยเฉพาะจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นั่นคือชาในปริมาณที่เหมาะสมยังมีประโยชน์ ปัญหาอยู่ที่การดื่มมากเกินไปหรือผิดวิธีต่างหาก
ผู้เชี่ยวชาญจาก Healthline แนะนำให้จำกัดการดื่มชาที่มีคาเฟอีนไว้ที่ไม่เกิน 3 แก้วต่อวัน ควรดื่มระหว่างมื้ออาหาร ไม่ใช่พร้อมอาหาร รอให้ชาอุ่นพอดีก่อนดื่ม และหลีกเลี่ยงการดื่มขณะท้องว่าง
สำหรับผู้ที่ต้องการประโยชน์จากชาโดยไม่ต้องการคาเฟอีน ชาสมุนไพรอย่างชาเก๊กฮวย ชามะตูม หรือชาขิง เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และหากมีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนเสมอ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Healthline, Side Effects of Tea: 8 Reasons Not to Drink Too Much, healthline.com
- WebMD, Black Tea: Overview, Uses, Side Effects, webmd.com
- Medicover Hospitals, Side Effects and Risks of Excessive Tea Consumption, medicoverhospitals.in
- Vinmec International Hospital, Side Effects of Tea and 9 Reasons to Avoid Consuming Excessive Tea, vinmec.com
- GoodHope Nutrition, ชาร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร, goodhopenutrition.com
- สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์, ดื่มชาที่ร้อนเกินไปเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร
- Annals of Internal Medicine, Tea Consumption and All-Cause Mortality, UK Biobank Study, pmc.ncbi.nlm.nih.gov
- IARC, International Agency for Research on Cancer, iarc.who.int
- Hello Khunmor, ชาเขียวมีคาเฟอีนไหม, hellokhunmor.com
